ประวัติส่วนตัว
ประวัติการทำงาน เข้ารับราชการเป็นอาจารย์ในภาควิชาสรีรวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อ
พ.ศ. 2517 และได้ลาราชการเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและเอกที่ภาควิชาฯ
โดยมีศาสตราจารย์ ดร.เลียงชัย ลิ้มล้อมวงศ์
เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ หลังจากจบการศึกษาได้กลับเข้ารับราชการ
ทำหน้าที่สอนวิชาสรีรวิทยาแก่นักศึกษาแพทย์และนักศึกษาบัณฑิต
และปฏิบัติงานวิจัยด้านระบบต่อมไร้ท่อและแคลเซียมเมตาบอลิสม
ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ในปี
พ.ศ. 2524 รองศาสตราจารย์ในปี พ.ศ. 2530
และศาสตราจารย์ในปี พ.ศ. 2539 ระหว่างนั้นได้รับทุนวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
ทุนวิจัยรุ่นกลางของคณะวิทยาศาสตร์ ทุนวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล
ทุนองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นพื้นฐานต่อการพัฒนาจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ตามลำดับ นอกจากนี้ได้ทำงานบริหารในตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายนโยบายและแผน
ระหว่างปี พ.ศ. 2542-2545 ประธานคณะกรรมการพิจารณาผลงานทางวิชาการระหว่างปี
พ.ศ. 2543-2549 และประธานคณะกรรมการจัดการความรู้ของคณะวิทยาศาสตร์
ตั้งแต่ พ.ศ. 2549-ปัจจุบัน ในระดับมหาวิทยาลัยเป็นรองสภาวิชาการในปี
พ.ศ. 2547-2549 และอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติและผลงานทางวิชาการ
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543-ปัจจุบัน ได้รับรางวัลอาจารย์ดีเด่นของคณะวิทยาศาสตร์ประจำปี
พ.ศ. 2545ผลงานวิจัยโดยสรุป งานวิจัยทั้ง
3 ส่วน ยึดหลักการศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบที่ระดับโครงสร้างต่างๆ
ได้แก่ ระดับร่างกายอวัยวะ เซลล์และระดับยีน
ทั้งนี้เพื่อให้ได้องค์ความรู้ในระดับลึกที่สามารถนำมาอธิบายกลไกที่เกิดขึ้นในร่างกาย
และสามารถพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และสาธารณสุข(1) การศึกษากลไกการดูดซึมแคลเซียมที่ลำไส้ (2) ผลของฮอร์โมนโพรแลคตินในฐานะฮอร์โมนควบคุมแคลเซียมและกระดูก ความสนใจในโพรแลคตินเริ่มจากมีรายงานในต่างประเทศว่า
การดูดซึมแคลเซียมในหนูที่ตั้งท้องหรือในช่วงให้นมลูก
สามารถคงอยู่ในอัตราที่สูงกว่าปกติโดยไม่ต้องอาศัยวิตามินดี
เนื่องจากโพรแลคตินมีระดับในเลือดสูงกว่าปกติถึง
20 เท่าในระยะตั้งท้องและให้นม ประกอบกับมีรายงานว่าโพรแลคตินมีผลต่อการขนส่งอิเล็กโตรไลท์บางชนิด
อีกทั้งผู้ป่วยที่มีระดับโพรแลคตินในเลือดสูงผิดปกติ
มีอาการของโรคกระดูกพรุน จึงสนใจศึกษาผลของโพรแลคตินต่อการดูดซึมแคลเซียมและต่อกระดูก
จากการวิจัยใน 15 ปีที่ผ่านมาและผลงานตีพิมพ์
27 เรื่อง พอสรุปได้ว่า โพรแลคตินมีผลกระตุ้นการดูดซึมแคลเซียมทั้งแบบ
active และ passive โดยมีกลไกผ่านทาง PI3K,
MAPK และ PKC signaling pathways โดยเฉพาะการดูดซึมแบบ
paracellular โพรแลคตินมีผลต่อการสร้างโปรตีน
เช่น claudins ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ควบคุมคุณสมบัติด้าน
charge selectivity ของเนื้อเยื่อลำไส้เล็ก
ทำให้ขนส่งแคลเซียมได้ดีขึ้นส่วนที่กระดูก โพรแลคตินมีผลต่างกันในสัตว์ทดลองต่างวัย กล่าวคือ กระตุ้น bone remodeling โดยเฉพาะอัตราการสร้างกระดูกในหนูวัยเจริญเติบโต ทำให้มีผลเพิ่ม bone mineral density และ bone mass แต่ในหนูอายุมากกลับมีผลกระตุ้นการสลายกระดูก ผลต่อการสลายกระดูกนี้มีทั้งที่เป็นผลทางอ้อมจากการยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนเอสโตรเจน และเป็นผลโดยตรงต่อเซลล์กระดูก osteoblasts การทดลองในระดับเซลล์ทั้งใน cell lines และ primary osteoblasts พบว่าโพรแลคตินจับกับรีเซพเตอร์ที่ osteoblasts ออกฤทธิ์ผ่านทาง PI3Kinase pathway ไปมีผลต่อการสังเคราะห์ osteoprotegerin (OPG) และ receptor activated nuclear factor-kB ligand (RANKL) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของโปรตีนทั้งสองนี้จะมีผลต่อการสลายกระดูกโดย osteoclasts นอกจากนี้เรายังศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของโพรแลคตินในการกระตุ้นการขนส่งแคลเซียมสู่น้ำนมในเซลล์เต้านม โดยดูการสร้างโปรตีนขนส่งแคลเซียมชนิดต่างๆ เช่น plasma membrane calcium ATPases (PMCAs) และ sarcoplasmic-endo-plasmic reticulum Ca2+ATPase และ Ca2+channels ต่างๆ และศึกษาผลของโพรแลคตินต่อการขนส่งโซเดียมและคลอไรด์ที่ผนังมดลูก ทั้งหมดนี้เพื่อให้ได้ภาพรวมของความสำคัญและหน้าที่ของโพรแลคตินต่อแคลเซียมเมตาบอลิสมและกระดูกในร่างกาย(3) ความผิดปกติของแคลเซียมเมตาบอลิสมและกระดูกใน metabolic bone disease งานวิจัยในอนาคต แนวทางการวิจัยแบ่งเป็น
3 ด้านเช่นเดิม แต่จะเน้นการวิจัยเชิงรุกมากขึ้น
เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่เป็น cutting
edge คาดว่าจะมีผลกระทบสูงต่อการพัฒนาวิธีการ
หรือยาที่จะใช้ป้องกันการเกิดความผิดปกติของแคลเซียมเมตาบอลิสม
และ metabolic bone disease(2) ศึกษาความสำคัญของโพรแลคตินในฐานฮอร์โมนควบคุมแคลเซียมเมตาบอลิสมและกระดูก ซึ่งออกฤทธิ์ที่อวัยวะต่างๆ ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายมีแคลเซียมเพียงพอสำหรับพัฒนาการของกระดูกในวัยเด็ก สำหรับสร้างกระดูกของเด็กในครรภ์และสร้างน้ำนมหลังคลอดโดยจะศึกษาละเอียดถึง signaling pathway ภายในเซลล์เป้าหมายต่างๆ และผลของโพรแลคตินในระดับโมเลกุลโดยเฉพาะการออกฤทธิ์ร่วมกับฮอร์โมนอื่นๆ (3) ศึกษากลไกการควบคุมการขนส่งแคลเซียมระหว่างเลือดและกระดูกผ่านเยื่อบุกระดูกหรือ “bone membrane” โดยสร้าง “Bone membrane model” จากการเลี้ยงเซลล์ osteoblasts ให้เป็น monolayer บนเยื่อเมมเบรนที่สามารถนำมาศึกษาการขนส่งแคลเซียมแบบ in vitro ใน Ussing chamber ได้ การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ในเชิงวิชาการ (1) องค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับกลไกการขนส่งแคลเซียม โดยเฉพาะการขนส่งแบบ paracellular สามารถนำไปใช้การพัฒนาวิธีการให้แคลเซียมเสริมที่มีประสิทธิภาพสูง และนำความรู้เกี่ยวกับการขนส่งอิเล็กโทรไลท์ทางช่องระหว่างเซลล์ไปใช้อธิบายความผิดปกติของการดูดซึมหรือขับหลั่งสารทางลำไส้ในพยาธิสภาพต่างๆ
|