วันที่ 26 มิถุนายน 2569 มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงานแถลงข่าว “The Next Milestone: Mahidol and the Future of Thailand’s Holistic Wellbeing” ประกาศเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Wellness Economy ด้วยยุทธศาสตร์ “Holistic Wellbeing” หรือ “สุขภาวะองค์รวม” ณ ห้อง Déjà Vu ชั้น 2 โรงแรม Pullman Bangkok King Power เพื่อยกระดับสุขภาพและสุขภาวะของประชาชนในทุกช่วงวัย ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมสุขภาพแห่งอนาคต โดยอาศัยศักยภาพด้านการศึกษา การวิจัย นวัตกรรม และบริการสุขภาพของมหาวิทยาลัย พร้อมต่อยอดความสำเร็จจากการได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกด้าน SDG 3: Good Health and Well-being จาก THE Sustainability Impact Ratings 2026 จากมหาวิทยาลัย 1,254 สถาบันทั่วโลก ด้วยคะแนนรวมสูงสุด 93.6 จาก 100 คะแนน ซึ่งสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยมหิดลในการสร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจและระบบสุขภาพของประเทศ รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล
การแถลงข่าวได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “Wellness Economy เครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทย” ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ถ่ายทอดวิสัยทัศน์การยกระดับมหาวิทยาลัยสู่การเป็นผู้นำด้านสุขภาวะองค์รวม (Holistic Wellbeing) ในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กปฐมวัย ครอบครัว ชุมชน วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยมุ่งพัฒนา “สุขภาวะ” ในมิติที่กว้างกว่าการรักษาโรค ครอบคลุมทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียม ผ่านการดำเนินงานใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ บริการทางการแพทย์ (Medical Service) – ยกระดับบริการทางการแพทย์มูลค่าสูง, บริการเพื่อสุขภาพ (Wellness Service) – ยกระดับบริการสุขภาพและเวลเนสแบบองค์รวม, ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (Industrial Product) – สร้างมูลค่าเพิ่มจากองค์ความรู้ งานวิจัย และทรัพยากรชีวภาพของประเทศ, การวิจัยและพัฒนา (Research & Development: R&D) – ขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสุขภาพ ซึ่งตอบโจทย์ Wellness Economy ที่เป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก โดยข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า ในปี 2024 เศรษฐกิจสุขภาวะของโลกมีมูลค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 7% ต่อปี ในช่วงปี 2024–2029 ทั้งนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าในปี 2029 Wellness Economy จะเพิ่มขึ้นสู่ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐและมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวมเกือบสองเท่า
ในช่วงเสวนา “Holistic Sciences and Innovation for Lifelong Impact” รองศาสตราจารย์ ดร.ประสิทธิ์ สุวรรณเลิศ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมนำเสนอนวัตกรรมแห่งอนาคตที่พัฒนาต่อยอดจากงานวิจัยพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์โดยอาจารย์และนักวิจัยของคณะ ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของคณะวิทยาศาสตร์และมหาวิทยาลัยมหิดลในการสร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจและระบบสุขภาพของประเทศ รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล เช่น “ผำ” Super Food เพื่อโภชนาการและสุขภาวะยั่งยืน โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เมธา มีแต้ม ภาควิชาชีววิทยา และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิษุวัต สงนวล ภาควิชาพฤกษศาสตร์ , MUI Robotics: ประสาทสัมผัสประดิษฐ์อัจฉริยะ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธีรเกียรติ์ เกิดเจริญ ภาควิชาฟิสิกส์, ถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อวัณโรค สืบสายการระบาด โดย ศาสตราจารย์ นพ.ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ภาควิชาจุลชีววิทยา, นวัตกรรมการดูดซึมแคลเซียมเพื่อสุขภาพกระดูกที่สมบูรณ์ โดย ศาสตราจารย์อาวุโส ดร. นพ.นรัตถพล เจริญพันธุ์ เป็นต้น
โดยภายในงานได้รับเกียรติจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดล ผู้บริหารส่วนงาน และผู้บริหารคณะวิทยาศาสตร์ ได้แก่ อาจารย์ ดร.ระพี บุญเปลื้อง รองคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรและวิเทศสัมพันธ์ รองศาสตราจารย์ ดร.ปฐมพล วงศ์ตระกูลเกตุ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิสา ปฏิการมณฑล ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายแผนงบประมาณและความยั่งยืน พร้อมด้วยนักศึกษา และสื่อมวลชนร่วมรับฟังความสำเร็จและก้าวต่อไปของมหาวิทยาลัยมหิดลในงานแถลงข่าวในครั้งนี้ด้วย
การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยมหิดลในการบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์ เพื่อพัฒนาสุขภาวะของประชาชนอย่างยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตที่เติบโตบนฐานของนวัตกรรม สุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับทุกคนได้เป็นอย่างดี
เรียบเรียงโดย : นางสาวปัณณพร แซ่แพ
ตรวจสอบโดย : –
ภาพข่าวโดย : นายนนท์นภัทร อินทร์สุพรรณ์
เว็บมาสเตอร์: นางสาวปัณณพร แซ่แพ
วันที่ 26 มิถุนายน 2569



































































